Banner

เลือกกระจกให้บ้านแบบมืออาชีพ

          แต่เดิมคนไทยจะใช้กระจกเป็นส่วนประกอบหนึ่งของหน้าต่างและประตูบ้าน แต่ปัจจุบันความนิยมและการนำกระจกมาให้งานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

          ส่วนหนึ่งมาจากรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของบ้าน ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์ประหยัดพลังงาน ส่วนหนึ่งมาจากผู้ระกอบการที่ต้องการดีไซน์ที่แปลกตา

          แต่คุณทราบหรือไม่ว่า “กระจก” มีหลากหลายรูปแบบ คุณลักษณะการใช้งาน ราคา และมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

          ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการการผลิต ทำให้มีกระจกหลากหลายให้เลือกใช้ เช่น กระจกทำความสะอาดตัวเอง กระจกที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ กระจกเปลี่ยนสี กระจกเรืองแสง กระจกลดแสงสะท้อน กระจกกันเสียง กระจกกันกระสุน และกระจกป้องกันไอน้ำ เป็นต้น

          กระจกในบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ที่เราใช้กันทั่วไปก็จะเป็นกระจกใสธรรมดา (Float Glass) ความหนามาตรฐานอยู่ที่ 6 มิลลิเมตร และ 8 มิลลิเมตร ทั้งนี้เนื่องจากตั้งอ้างอิงขนาดของวงกบประตูและหน้าต่าง มีทั้งสีเขียวใส สีดำใส สีขาวใส สีชาเข้ม-อ่อน เป็นต้น

          คุณสมบัติของกระจก ก็มีอยู่หลากหลาย อาทิ
          กระจกที่มีแผ่นฟิล์มใสอยู่ตรงกลาง (Laminated Glass) เหมือนกับที่ใช้ในกระจกหน้าของรถยนต์ ราคาอาจจะแพงกว่ากระจกธรรมดาหลายเท่า แต่ไม่ต้องเสียเงินมาติดเหล็กดัด เนื่องจากกระจกประเภทนี้ทุบให้ขาดออกจากกันยาก เนื่องจากมีแผ่นฟิล์มอยู่ตรงกลาง

สามารถเลือกความหนาของแผ่นฟิล์มได้ ซึ่งแผ่นฟิล์มที่อยู่ตรงกลางยังช่วยลดแสง UV ที่จะทำให้เครื่องเรือนและวัสดุอื่นๆ ในบ้าน มีสีซีดจางหรือเหลืองได้แต่มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งคุณอาจเลือกใช้เฉพาะจุดที่เสี่ยงต่อหัวขโมยเท่านั้นก็ได้ เช่น บริเวณชั้นล่าง ระเบียง

กระจกประเภทนี้สังเกตได้ง่ายๆ ผู้ผลิตจะมีการแสตมป์ตัวอักษรสีขาวไว้ที่มุมกระจกด้านใดด้านหนึ่ง และหากเราลองเอาเหรียญเคาะดู กระจกจะมีเสียงแน่น ไม่เป็นเสียงใสเหมือนเคาะแก้วน้ำ

          กระจกนิรภัย (Tempered Glass) ซึ่งมักใช้สำหรับห้องอาบน้ำครับ หากกระจกจะแตกจะมีลักษณะเป็นเม็ดไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง ความหนาที่เหมาะสมอยู่ที่ 10-12 มิลลิเมตร แนะนำให้ใช้สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กหรือในโรงเรียนอนุบาล เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ

          การสังเกตกระจกประเภทนี้ ผู้ผลิตจะมีการแสตมป์ตัวอักษรสีขาวไว้ที่มุมกระจกด้านใดด้านหนึ่งเช่นกัน หรือหากเรามองกระจกนี้ในมุมเอียงๆ เราจะเห็นแสงสะท้อน 7 สีรุ้ง และคล้ายๆ รอยไหม้ที่ผิวกระจก เนื่องจากกระจกได้ผ่านกรรมวิธีการอบด้วยความร้อนมา

          กระจกกันเสียงและกันความร้อน Double Glass หรือ Insulated Glass กระจกประเภทนี้ราคาสูงมากแต่ป้องกันความร้อนและเสียงได้ดีมาก ผลิตโดยการนำกระจกสองแผ่นมาประกบกันแต่ให้มีระยะห่างระหว่างกัน 1-1.5 เซนติเมตร แล้วทำให้ช่องว่างนั้นเป็นสุญญากาศ

กระจกประเภทนี้เหมาะสำหรับห้องนอน ยิ่งคนที่ต้องการความเงียบสงัดในการนอนและนอนเปิดแอร์ตลอด อีกทั้งช่วยลดการเกิดไอน้ำเกาะที่กระจกได้อีกด้วย

          มาถึงเรื่องการประหยัดพลังงานด้วยกระจกที่หลายคนเข้าใจ และนำมาใช้เพื่อลดการใช้หลอดไฟภายในบ้าน สิ่งที่ต้องรู้อันดับแรกก่อนตัดสินใจเลือกใช้กระจกคือ “หน้าต่างกระจก หรือประตูกระจก สามาถนำความร้อนจากภายนอกอาคารเข้าสู่ภายในอาคารได้มากที่สุดทางหนึ่ง แม้ว่าบ้านของคุณจะมีพื้นที่กระจกเพียง 20% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่กระจกเหล่านี้จะมีการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ถึง 75% ของความร้อนภายในอาคารทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องจากความร้อนผ่านกระจกหน้าต่างได้ โดยทั้งวิธีการนำความร้อนและการแผ่รังสีความร้อนผ่านผนังทึบโดยวิธีการนำความร้อนเท่านั้น

          คุณทราบหรือไม่
          กระจกใสซึ่งนิยมใช้กันในอาคารเก่า ความร้อนจากภายนอกจะผ่านทะลุเข้าตัวอาคารได้มาก กว่า 83% แต่มีแสงสว่างที่ตามองเห็นทะลุผ่านสูง 88% ดังนั้นกระจกใสจะให้แสงสว่างเข้ามามากแต่ในขณะเดียวกันก็จะมีปริมาณความร้อนผ่านเข้ามามากด้วย ดังนั้น วิธีป้องกันความร้อนที่ผ่านกระจกใส คือ ติดฟิล์มกรองแสงที่ผิวกระจกด้านในซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้สูงถึง 72%

          ฉะนั้นหากคุณต้องการใช้กระจกเป็นส่วนประกอบของบ้าน คุณจำเป็นต้องเลือกกระจกที่สามารถป้องกันความร้อนได้ดี เช่น กระจกสะท้อนความร้อน (Heat Mirror) ที่มีคุณสมบัติคล้ายกระจกเงา ทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนของแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 60% โดยคุณสมบัติในการสะท้อนจะมากกว่าการดูดกลืน หรือต้องใช้ร่มเงาของต้นไม้หรือแผงบังตาเป็นตัวช่วยในการกันความร้อน

 

         หรือจะเลือกใช้กระจก 2 ชั้น (Low Emittance Glass) ที่มีคุณสมบัติในการแผ่รังสีความร้อนต่ำ กระจกชนิดนี้จะเป็นตัวป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ หรือจะเลือกกระจกอัจฉริยะ (Smart Glass)  มีสารเคลือบผิวที่มีคุณสมบัติพิเศษในการตอบสนองต่อแสงที่ตกกระทบ โดยสามารถควบคุมความยาวคลื่นแสงที่ต้องการให้ผ่านกระจกได้ เช่นให้แสงที่มีความยาวคลื่นที่ตามองเห็นได้ผ่านเข้ามาเท่านั้น

          หยุดสังเกตสักนิดก่อนตัดสินใจ เพราะคุณจะได้มากกว่าความสวยงามและสามารถประหยัดพลังงานในบ้านได้อย่างแท้จริง

 

Comments  

 
#1 ผู้สนใจ 2012-03-22 04:47
ข้อมูลดีมากเลยค รับ เป็นประโยชน์มาก
 

Add comment


Security code
Refresh

advertisement
Banner


advertisement
Banner