Banner

เซ็นทรัลฯเตรียมกางปีกผงาดเอเชีย ชี้ AEC เป็นยิ่งกว่าโอกาสทอง


ปัจจุบันไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็พบเจอแต่ห้างสรรพสินค้าที่ตั้งเรียงรายแทบจะตลอดเส้นทางสองฟากข้างถนนของกรุงเทพฯก็ว่าได้ ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไปจนระดับคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ทยอยเปิดตัวใหม่ๆมากมาย แต่ห้างสรรพสินค้าที่มีแบรนด์ติดตลาดระดับบนของประเทศไทยอย่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลฯ มองไกลไปอีก 3 ปีข้างหน้าว่า สาขาใหม่ที่จะเปิดไม่จำกัดเพียงที่ประเทศไทยแน่นอน

อัตราการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของโครงการศูนย์การค้าใหม่ 2-3 แห่งต่อปีของ เครือเซ็นทรัลฯ ทำให้คาดว่าภายในปี 2558 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลจะมีสาขาทั่วประเทศเกือบ 30 แห่ง ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าโอกาสที่เซ็นทรัลจะมีผลประกอบการไปในแนวบวกต่อเนื่องติดต่อกันหลายปีนั้นเป็นไปได้สูงมาก และหากปีนี้ไม่มีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจ คาดว่าเซ็นทรัลกรุ๊ปจะมีผลกำไรเกิน 100%


“กลุ่มเซ็นทรัลมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีเสถียรภาพจากอัตราเข้าเช่าพื้นที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมีการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งในปีนี้เราปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นอีก 29% และคาดว่าจะทำผลกำไรได้ที่ 3,753 ล้านบาท ซึ่งเติบโตทะลุ 101% เมื่อเทียบกับกำไรปกติปี 2554” สุทธาทิพย์ พีรทรัพย์ นักวิเคราะห์ บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าว

ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลประกอบการของเซ็นทรัลโตวันโตคืนนั้นเนื่องจากมีการรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวซึ่งกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้งเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2554 หลังปิดปรับปรุงใหญ่ นอกจากนี้ยังมีโครงใหม่ที่เปิดในปีที่แล้วอีก 3 แห่ง คือ เซ็นทรัลเชียงราย, พิษณุโลก และ พระราม 9 ที่จะทยอยรับรู้รายได้ตลอดปี 2555


“โครงการใหม่ของเซ็นทรัลที่จะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ มีอีก 2 แห่ง คือ เซ็นทรัลสุราษฏร์ธานี และเซ็นทรัลลำปาง ซึ่งขณะนี้มีผู้จองพื้นที่แล้ว 80% และ เกือบ 60% ตามลำดับ ทำให้แนวโน้มผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2556 ประกอบกับค่าเช่าเฉลี่ยของศูนย์การค้าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 7% จากการปรับขึ้นค่าเช่าสำหรับผู้เช่าที่ครบกำหนดสัญญา 3 ปีที่โครงการ พัทยาบีช ชลบุรี และ ขอนแก่น2 เมื่อรวมกับรายได้จากอัตราเข้าเช่าอาคารสำนักงานที่พระราม 9 และ แจ้งวัฒนะที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 90% ภายในปีนี้ ทำให้ศักยภาพในระยะยาวของเซ็นทรัลฯมีแนวโน้มในทิศทางบวก” สุทธาทิพย์ พีรทรัพย์ นักวิเคราะห์ บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าว

อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด สำหรับห้างสรรพสินค้าแบรนด์อันดับต้นๆของไทย ทำให้ผู้บริหารเครือเซ็นทรัล มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจจากการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า นี่คือจังหวะที่ดีมากในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ

นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า AEC เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการเข้าไปทำธุรกิจและขยายฐานลูกค้าในวงกว้างจาก 60 ล้านคนในประเทศไทย กลายเป็น 600 ล้านคนทั่วอาเซียน เนื่องจากขณะนี้กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังเนื้อหอม เพราะวิกฤตทางเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกกดดันให้นักลงทุนล่าถอยจากดินแดนตัวเองและหันออกไปลงทุนในฝั่งเอเชียมากขึ้น


“มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักลงทุนชาติตะวันตกที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนในฝั่งเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งประเทศอาเซียนที่จะมีการเปิดเสรีในปี 2558 นี้ นับว่า AEC เป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มทุนที่พร้อม เช่นเดียวกับกลุ่มเซ็นทรัลรีเทลที่ต้องการขยายฐานธุรกิจไปเติบโตในต่างประเทศ ซึ่งการเปิดตลาดอาเซียนไม่เพียงแต่หนุนให้ศักยภาพของธุรกิจเซ็นทรัลเติบโต แต่ยังหมายถึงการเปิดตลาดส่งออกของซัพพลายเออร์ที่จะไปด้วยกัน โดยปัจจุบันบริษัทมีรายได้กว่า 2 แสนล้านบาท ผ่านการทำธุรกิจร่วมกับซัพพลายเออร์กว่า 7,000 ราย” นาย ทศ จิราธิวัฒน์ กล่าว


ทั้งนี้ แผนการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศของเซ็นทรัลฯ จะเน้นการขยายธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เป็นหลัก โดยเฉพาะธุรกิจด้านโรงแรมและห้างสรรพสินค้า โดยในปีที่ผ่านมา “เซ็นทรัล” ได้เข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศผ่านการทำธุรกิจร่วมกับซัพพลายเออร์ อาทิ การทำโครงการห้างสรรพสินค้าที่ประเทศจีนในแบรนด์ ZEN และการขยายธุรกิจโรงแรมผ่านการร่วมลงทุนและรับจ้างบริหาร ส่วนกลุ่มประเทศในอาเซียนอย่าง เวียดนาม พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การขยายธุรกิจยังมีข้อจำกัดซึ่งอาจจะต้องพึ่งพาหน่วยงานจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปนำทางบุกเบิกตลาดก่อน

อย่างไรก็ตาม หนทางการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศอาจจะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แม้ว่าจะมีนโยบายการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมก็ตาม เนื่องจากองค์ประกอบสนับสนุนของแต่ละประเทศย่อมมีพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งในด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศที่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การเข้าไปลงทุนธุรกิจนั้นจะประสบผลสำเร็จด้วยดีหรือไม่ เพราะต่อให้นักลงทุนพร้อมแค่ไหน แต่ถ้าบรรยากาศภายในไม่ต้อนรับ โอกาสที่จะเติบโตสดใสก็คงจะเป็นไปได้น้อยลง

advertisement
Banner


advertisement
Banner