Banner

Service อสังหาฯอ่วม เหตุคนไทยยังชอบใช้บริการคน ย้ำผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนเอง


ว่ากันว่าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีต้นทุนด้านทรัพยากรมนุษย์สูงเป็นอันดับต้นๆในการประกอบกิจการ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องใช้การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและการบริหารจัดการโครงการสำหรับอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ซึ่งในปัจจุบันโครงการอสังหาฯประเภทดังกล่าวได้รับความนิยมมาต่อเนื่องจากตลาดการท่องเที่ยวและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผู้ประกอบการจึงได้รับผลกระทบไปเต็มๆในด้านต้นทุนทรัพยากรบุคคล

นิติบุคคล ตัวแทนบริหารงานขายโครงการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้านทำความสะอาด เหล่านี้ล้วนแต่เป็นทรัพยากรบุคคลที่แต่ละโครงการอสังหาริมทรัพย์จะต้องจัดหาเตรียมพร้อมตามความเหมาะสมเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ดังนั้นเมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น ผู้ประกอบการจึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด และอีกหนึ่งทางออกที่ผู้ประกอบการมักจะเลือกมาใช้ผสมผสานกันไปก็คือ การใช้เทคโนโลยีให้เพิ่มมากขึ้น


นาย ชาญ ศิริรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เผยว่า กรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ถือว่าเป็นการขึ้นค่าแรง ในอัตราที่สูงที่สุดในเมืองไทย คือ เพิ่มขึ้นกว่าอัตราเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในกรณีนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างประเทศสิงคโปร์ ได้ใช้วิธีการรับมือกับเรื่องปัญหาต้นทุนค่าแรงและต้นทุนด้านเศรษฐกิจอื่นๆ โดยนำระบบ Automation หรือการใช้เครื่องจักรแทนที่แรงงานมนุษย์เข้ามาทดแทน


“การใช้เทคโนโลยีระบบจักรกลแทนแรงงานมนุษย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้ประกอบการจะนำมาปรับใช้เพื่อรับมือปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากมองในทางเลือกอื่นๆที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤติด้านแรงงาน อาทิ การปรับเพิ่มอัตราราคาขาย-ค่าเช่าและค่าบริการจากผู้เช่าพื้นที่อาคาร หรือ การปรับลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และลดจำนวนพนักงานบริการ ซึ่งไม่ว่าจะแนวทางไหนต่างส่งผลกระทบต่อลูกค้าทั้งสิ้น และอาจจะส่งผลต่อมาตรฐานหรือคุณภาพของโครงการอสังหาฯต่างๆและการบริหารอาคารในส่วนของอสังหาฯเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการปรับนำเทคโนโลยีมาใช้จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย” นายชาญ ศิริรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังปรับใช้เทคโนโลยีด้านจักรกลได้ไม่เต็มที่นักสำหรับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกับโครงการอสังหาฯเชิงพาณิชย์ทั้งหลาย เนื่องจากคนไทยยังคงคุ้นชินการได้รับบริการจากพนักงานอยู่ ซึ่งการจะนำเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาใช้เลยแบบ 100% อาจจะยังไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดอสังหาฯมากนัก


“ในอนาคตปัญหาเรื่องแรงงานจะมีผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งเจ้าของโครงการอสังหาฯทั้งในประเภทอาคารสำนักงานและโครงการที่อยู่อาศัยต้องปรับตัวเองให้รับมือกับอนาคตให้ได้ ด้วยการนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการด้านบุคลากรที่เป็นระบบมาใช้มากขึ้น ซึ่งเรามองว่า AEC ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะส่งผลให้เกิดภาวะค่าแรงจะสูงขึ้นอีกกว่าปัจจุบัน รายเล็กจะอยู่รอดได้ยากในภาวะค่าแรงตึงตัวท่ามกลางกระแสการแข่งขันรุนแรงเช่นนี้

ดังนั้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการจะส่งผลดีในระยะยาว แต่ผู้ประกอบการก็ต้องลงทุนในเรื่องระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการอบรมเพิ่มศักยภาพแรงงานสู่ระดับ Skilled Labour จึงอาจต้องใช้เวลาในเรื่องดังกล่าวพอสมควร ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการอาคารด้วยเทคโนโลยีได้อย่างสมบูรณ์แบบในอีก 5-6 ปีข้างหน้านี้” นายชาญ กล่าว

โดยในปัจจุบัน ผู้ประกอบการในประเทศไทยได้มีการประยุกต์แนวทางการบริหารจัดการปัญหาต้นทุนด้านแรงงานที่ใช้ทั้งทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งสำหรับการนำระบบ Automation มาใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ว่าได้ ซึ่งบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แนะเคล็ดลับการประยุกต์ใช้ขั้นต้นว่า สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญก่อนเป็นอันดับหนึ่งก็คือ “การออกแบบสร้างอาคาร” โดยต้องออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า ใช้วัสดุที่ดูแลง่าย และออกแบบรองรับการปฏิบัติงานของระบบ Automation ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย ควรวางผังโครงการโดยคำนึงถึงจำนวนช่องทางเข้า-ออก เพื่อติดตั้งระบบ CCTV ให้มากขึ้นและค่อยๆลดจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เหมาะสมสอดคล้องกัน ส่วนพนักงานที่ให้บริการในโครงการอสังหาฯเชิงพาณิชย์นั้น เจ้าของโครงการต้องบริหารจำนวนเจ้าหน้าที่ให้พอเหมาะและหันมาใช้ระบบ Building Automation System (BAS) ในการควบคุมภาพรวมการทำงานผ่าน Monitor ให้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ไขปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่ลุกลามไปถึงต้นทุนในด้านต่างๆ อาจจะเป็นเพียงขั้นตอนการบรรเทาผลกระทบในเบื้องต้นเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปก็คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ต้องแก้ปัญหาที่การลดจำนวนคน แต่ต้องหันกลับไปแก้ที่คนว่า จะทำอย่างไรให้คนสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้งานเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะทำให้ได้งานที่ดีเกินคาดแล้ว เรายังได้ “ใจ” ที่ระบบจักรกลให้ไม่ได้อย่างที่ “คน” ทำ

advertisement
Banner


advertisement
Banner