ราคาที่ดินจำกัดขนาดที่อยู่อาศัย คาดตลาดบ้านเดี่ยวกลายเป็นนิชมาร์เก็ตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
Written by Administrator
Friday, 27 July 2012 13:54

ความเปลี่ยนแปลงในตลาดที่อยู่อาศัยที่เห็นได้ชัดมากที่สุดในปัจจุบันก็คือ รูปแบบของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างเช่น เขตเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ โครงการอสังหาฯส่วนใหญ่จะเป็นโครงการแนวสูงที่เน้นพื้นที่ในการก่อสร้างไม่มาก แต่มีจำนวนที่อยู่อาศัยหลายร้อยยูนิตในโครงการเดียว ซึ่งกระแสความนิยมในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่อาจจะเรียกได้ว่า กรุงเทพฯของเรากำลังจะตามรอยตลาดอสังหาฯเมืองใหญ่ๆในโลกไปติดๆ

โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วง 5 ปีหลังมานี้ เกินครึ่งมักจะเป็นโครงการประเภทอาคารชุดที่มักจะเน้นทำเลตามแนวระบบคมนาคมที่สะดวกสบาย อาทิ เลียบทางด่วน ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งทำให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละยูนิตลดน้อยลงเรื่อยๆเพื่อคงราคาขายไว้ ซึ่งจากทำเลและราคาที่เน้นตลาดระดับกลาง-ล่างเป็นหลัก ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบต้องฉีกตัวออกไปในพื้นที่รอบนอกมากขึ้นเพื่อรักษาระดับราคา
นาย วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองสูงเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเขตเศรษฐกิจและการพัฒนาต่างๆยังคงอยู่ในพื้นที่จำกัด ดังนั้นทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่สิ่งที่จำกัดกลุ่มผู้บริโภคคือ ราคา ที่หากเป็นโครงการคอนโดมิเนียมในเขตกลางเมืองอย่าง CBD แทบจะไม่มียูนิตในตลาดกลาง-ล่างขายในตลาดอีกแล้ว

“ถ้าถามว่าพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากไหม? ความจริงลึกๆ ที่ต้องยอมรับ คือ คนยังมีความปรารถนาที่อยากอยู่ในเมืองอยู่ แต่ด้วยข้อจำกัดของที่ดินในการพัฒนากับราคาขาย จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถยอมรับได้กับคอนโดมิเนียมที่ขยับทำเลออกไปจาก CBD แต่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายด้วยระบบคมนาคมรูปแบบอื่นๆ ซึ่งถ้าดูจากยอดขายรวมของตลาดคอนโดใน ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา สินค้าโหมดราคา 1-3 ล้านบาทถือว่ามียอดขายมากที่สุดถึง 12,907 ยูนิต คิดเป็น 63% ของยอดขายคอนโดทั้งหมด 20,343 ยูนิต ซึ่ง ณ วันนี้ถือว่าสินค้าโหมดราคา 1-3 ล้านบาทเป็นสินค้าที่ตอบตลาดแมสมากที่สุด” นายวิทการ กล่าว

ทั้งนี้ จากกระแสตอบรับในตลาดคอนโดมิเนียมที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากโอกาสในการแย่งชิงพื้นที่ทั้งในส่วนของที่ดิน ทำเล และราคา ทำให้การตลาดของโครงการอสังหาฯแนวราบต้องพยายามปรับตัวมากขึ้น โดยกลุ่มผู้นำตลาดอสังหาฯแนวราบอย่าง บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท และ บมจ.แสนสิริ ที่วางแผนรุกตลาดแนวราบในครึ่งปีหลังนี้ให้มากขึ้น คาดว่า ตลาดอสังหาฯแนวราบต้องปรับระดับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ก็ต้องปรับทำเลเพื่อรักษาระดับราคาขายไว้

“ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 นี้ แสนสิริ ยังมีแผนรุกตลาดทาวน์เฮาส์อย่างต่อเนื่อง โดยจะเปิดตัวโครงการทาวน์เฮาส์ใหม่พร้อมกันถึง 7 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 3,900 ล้านบาท โดยจะใช้แบรนด์ “ทาวน์ อเวนิว” เป็นหัวหอกหลักที่จะเปิดตัวในทำเลต่างๆ รอบกรุงเทพฯซึ่งแม้ว่าทำเลจะเป็นพื้นที่รอบนอกมากขึ้น แต่แสนสิริก็จะเน้นจุดขายในด้านการออกแบบทาวน์เฮาส์ให้มีพื้นที่ใช้สอยไม่แตกต่างจากบ้านเดี่ยว” นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์จะค่อยๆขยับพื้นที่ออกไปยังรอบนอกกรุงเทพฯมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะกระจุกตัวอยู่แต่ในเขตเมืองเท่านั้น เพราะในปัจจุบันราคาที่ดินที่ขยับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มขยับทำเลออกไปนอกเขตเมืองแล้วเช่นกัน ซึ่งหากการตอบรับในกระแสคอนโดฯนอกเมืองดีเกินคาด ไม่แน่ว่าอนาคตโครงการบ้านเดี่ยวอาจจะกลายเป็นตลาดระดับบนที่เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะตามรอยเมืองใหญ่ๆทั่วโลกก็เป็นได้