• 4 พฤษภาคม 2026
  • Thailand

“COTTO” รุกตลาดวัสดุตกแต่ง เปิดตัว สุขภัณฑ์อัตโนมัติ เจาะกลุ่มคนยุคใหม่

“COTTO” รุกตลาดวัสดุตกแต่ง เปิดตัว สุขภัณฑ์อัตโนมัติ เจาะกลุ่มคนยุคใหม่






“COTTO” รุกตลาดวัสดุตกแต่ง เปิดตัว สุขภัณฑ์อัตโนมัติ  เจาะกลุ่มคนยุคใหม่ ในงานสถาปนิก’69





นายทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางความสำเร็จว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจสินค้า ทั้งกลุ่ม COTTO BATHROOM (สุขภัณฑ์) และ COTTO THE SURFACE (วัสดุปิดผิว) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ “สิ่งสำคัญที่เป็นแรงหนุนทำให้เรายังคงครองตลาดด้านกระเบื้องและสุขภัณฑ์มาอย่างยาวนานมาจากความ “น่าเชื่อถือ” และ  “ความใส่ใจ” ในทุกขั้นตอนการผลิต ควบคู่ไปกับ “การดูแลสิ่งแวดล้อม” โดย COTTO มีการพัฒนาและนำเสนอสินค้าด้วยความแตกต่างด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา อาทิสินค้ากลุ่ม SMART อย่าง KLIRR Collection Smart Edition และสุขภัณฑ์อัตโนมัติที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้อย่าง SENSIS และ SILN Series รวมทั้งสินค้ากลุ่ม “วัสดุปิดผิว” ซึ่งเน้นไปที่กลุ่ม HVA (High Value Added Products) ขณะเดียวกันก็ผลักดันสินค้ากลุ่ม SVP (Smart Value Products) ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความต้องการที่หลากหลาย พร้อมเติมเต็มมุมมองการออกแบบใหม่ๆ ท่ามกลางเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว”












บทพิสูจน์อีกขั้นในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นผลิตสินค้าอย่างพิถีพิถันทั้ง 2 กลุ่มสินค้าดังกล่าว พร้อมขยายพอร์ตแบบครบวงจร โดยนอกจากการนำเสนอนวัตกรรมและออกสินค้าซีรีส์ใหม่กลุ่มสินค้า “สุขภัณฑ์” แล้วยังเติมพอร์ตกลุ่ม “วัสดุปิดผิว” อีก 10 ประเภทครอบคลุมตั้งแต่ Tile, Vinyl Tile (SPC), Wood, Clay Decor, Stone Décor, Worktop, Mosaic, Grout, ไปจนถึง Door & Window และ Bathroom Furniture เพื่อเจาะกลุ่มสถาปนิกและมัณฑนากรรุ่นใหม่ที่เน้นการใช้งานวัสดุปิดผิวให้สอดคล้องกับงานออกแบบของตัวเอง สร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์บนความพิถีพิถันในการเลือก ‘วัสดุตกแต่ง’  สู่ ‘งานออกแบบ’ อย่างลงตัว โดยเน้นทั้งฟังก์ชั่น ดีไซน์ที่สวยงาม และใช้งานได้จริง ด้านกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ในปีนี้ COTTO ได้นำสินค้าทั้งกลุ่ม COTTO THE SURFACE และ COTTO BATHROOM จัดแสดงไว้ 2 พื้นที่งาน ได้แก่ งานสถาปนิก’69 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี และ พื้นที่ไฮไลต์จะอยู่ที่ โชว์รูม COTTO LiFE ดอนเมือง ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 นี้






โดยกลุ่ม COTTO THE SURFACE จะเป็นการนำเอาวัสดุปิดผิวทั้ง 10 ประเภทมาจัดระบบในรูปแบบ “5 CURATIONS” ภายใต้แนวคิด “REFINED / FLOW” สะท้อนการเชื่อมโยง “วัสดุ” ที่ไหลลื่นไปกับ “การออกแบบ” โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของ “3 CURATORS” หรือ 3 สถาปนิกชั้นนำ ได้แก่ PHTAA, IDIN Architects และ stu/D/O Architects ที่ร่วมตีความโจทย์ในแบบของตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัดบนพื้นที่จริง อาทิ Specialty Café (Matcha room), Wellness Space และ Bathroom and More ซึ่งนอกจากมิติของงานดีไซน์ที่สวยงามแล้ว ยังตระหนักถึงการเลือกใช้วัสดุทีดีต่อโลก สะท้อนการพัฒนาสินค้าคุณภาพที่ควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับ COTTO BATHROOM ปีนี้เตรียมส่ง “SENSIS” สุขภัณฑ์อัตโนมัติแห่งยุค ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Kick Sensor สั่งชำระล้างด้วยเท้าแบบไร้สัมผัส โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการกลางปีนี้ และอ่างล้างหน้า “SILN Series” ที่ปฏิวัติงานดีไซน์ด้วยการซ่อนช่องระบายน้ำไว้อย่างแนบเนียน







อีกหนึ่งจุดแข็งของ COTTO คือการเป็นผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในประเทศไทยที่ควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตด้วยตนเอง โดยมีฐานการผลิตกระเบื้องครบวงจร ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน ยังได้ขยายศักยภาพการผลิตสู่กลุ่มวัสดุอย่าง SPC และ Luxury Vinyl  จาก LT By COTTO เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารต้นทุน และซัพพลายเชน ท่ามกลางการแข่งขันที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงพึ่งพาการจัดหาวัสดุจากต่างประเทศ ดังนั้นแนวทางนี้จึงสะท้อนความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกระเบื้องและสุขภัณฑ์ของไทยอย่างมีมาตรฐานสู่สากล เบื้องหลังความสำเร็จของ COTTO นอกจากการนำ Customer Insight มาพัฒนาเป็นโซลูชันแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานงานติดตั้งและบุคลากรในอุตสาหกรรม ผ่านการจัดตั้งศูนย์ Technical เพื่อยกระดับทักษะความรู้ ความสามารถการทำงานของช่าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตและตอกย้ำด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม






นอกจากนี้ COTTO ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายด้าน Net Zero 2050 หรือการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ดีต่อโลก ไม่ว่าจะเป็น การลดหรือหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรและความร่วมมือกับชุมชน สู่การส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อลูกค้า ด้วยมาตรฐานระดับ Master Level ที่สะท้อนความพิถีพิถันในทุกแง่มุมของกระบวนการผลิตจนได้รับการการันตีด้วยรางวัลจากทั้งไทยและเทศมากมาย อาทิ มาตรฐานตราสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อม อาทิ Carbon Footprint of Product, Carbon Footprint Reduction ฉลากลดโลกร้อน , Circular Mark ฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์หมุนเวียน , Water Efficiency Label ฉลากประหยัดน้ำ , Thai Green Label ฉลากเขียว ควบคู่ไปกับมาตรฐานในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็น Green Industry, Eco Factory รวมถึงรางวัลสุดยอดงานการออกแบบทั้ง Red Dot Design Award และ German Design Award เป็นต้น







“ความยั่งยืนถือเป็นวิสัยทัศน์หลักของการดำเนินธุรกิจ โดยเราจะเดินหน้าพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการร่วมมือกับชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและครอบคลุมองค์ประกอบการใช้ทรัพยากรในแง่มุมของความยั่งยืนครบทุกมิติ เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจในวันนี้ไม่ได้ดูแค่ตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งต่อผู้บริโภค อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม” นายทนงชัย กล่าวทิ้งท้าย